แนะนำ AI เพื่อการทำงาน
ChatGPT https://chatgpt.com/
Google Gemini https://gemini.google.com/app
Claude (Anthropic) https://claude.ai/login
Gemini Notebook (สรุปข้อมูล/วิดิโอ/Infographics) https://notebook.google.com/
ปัจจุบัน Artificial Intelligence (AI) เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุข ไม่เพียงเฉพาะการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ งานบริการ งานข้อมูล งานวิชาการ งานเอกสาร และงานบริหารจัดการของหน่วยบริการสาธารณสุข ได้อีกด้วย
สำหรับบุคลากรในโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และหน่วยบริการปฐมภูมิ AI สามารถทำหน้าที่เสมือน “ผู้ช่วยดิจิทัล” ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ChatGPT สามารถประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลาย เช่น การสรุปข้อมูล ร่างโครงการ เขียนรายงาน สร้างเนื้อหาสุขศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ช่วยอ่านเอกสาร และอธิบายข้อมูลที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
จึงเหมาะสำหรับเป็น AI ผู้ช่วยประจำวันของบุคลากรสาธารณสุข ทั้งงานบริการ วิชาการ และงานบริหาร
Claude มีจุดเด่นด้านการอ่าน ทำความเข้าใจ และสรุปเอกสารจำนวนมาก เหมาะกับงานที่ต้องศึกษาคู่มือ ระเบียบ แนวทางปฏิบัติ งานวิจัย หรือเอกสารวิชาการที่มีเนื้อหาค่อนข้างยาว
สามารถนำมาใช้ช่วยค้นหาประเด็นสำคัญ เปรียบเทียบเอกสาร และจัดระบบข้อมูลก่อนนำไปใช้งานจริง
Gemini เหมาะสำหรับหน่วยงานหรือบุคลากรที่ใช้งานบริการของ Google เป็นประจำ เช่น Google Drive, Docs, Sheets และ Gmail
สามารถช่วยจัดการข้อมูล สรุปเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการทำงานร่วมกับเครื่องมือต่าง ๆ ในระบบ Google ได้สะดวกยิ่งขึ้น
Microsoft Copilot เหมาะกับงานที่เกี่ยวข้องกับ Microsoft 365 เช่น Word, Excel, PowerPoint และ Outlook
สามารถนำมาช่วยร่างรายงาน วิเคราะห์ตารางข้อมูล สรุปผลการดำเนินงาน จัดเตรียมงานนำเสนอ และช่วยลดระยะเวลาในการทำงานเอกสารประจำวัน
Perplexity มีจุดเด่นด้านการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพร้อมแสดงแหล่งที่มา จึงเหมาะกับงานค้นคว้า เช่น แนวทางเวชปฏิบัติ งานวิจัย ข้อมูลด้านสุขภาพ หรือนโยบายสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรตรวจสอบข้อมูลกับเอกสารต้นฉบับและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน
NotebookLM มีแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับงานสาธารณสุข เพราะสามารถนำเอกสารที่เราต้องการศึกษาเข้าไปเป็นแหล่งข้อมูล แล้วใช้ AI ช่วยค้นหา สรุป และตอบคำถามจากเอกสารเหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น การรวบรวม คู่มือ สปสช. แนวทาง NCD คู่มือการเบิกจ่าย ระเบียบราชการ คู่มือแพทย์แผนไทย หรือแนวทางการให้บริการต่าง ๆ เพื่อสร้างเป็นคลังความรู้สำหรับการทำงาน
ปัจจุบันเริ่มมี AI ที่พัฒนาขึ้นสำหรับระบบสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น Microsoft Dragon Copilot ซึ่งมุ่งช่วยลดภาระด้านการบันทึกข้อมูลทางคลินิก โดยสามารถช่วยจัดทำร่างบันทึกจากข้อมูลหรือบทสนทนาระหว่างบุคลากรกับผู้รับบริการ ก่อนให้บุคลากรตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง
เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการลดภาระงานเอกสารของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข
โดยภาพรวม สามารถแบ่งการประยุกต์ใช้ AI ในหน่วยบริการสาธารณสุขได้เป็น 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. Clinical Assistant — ช่วยค้นคว้าแนวทางเวชปฏิบัติ สรุปองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการ เพื่อประกอบการตัดสินใจของบุคลากร
2. Documentation Assistant — ช่วยร่างบันทึก รายงาน สรุปการเยี่ยมบ้าน และเอกสารประกอบการให้บริการ
3. Data Analyst — ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เช่น NCD, LTC, ANC, EPI การคัดกรองสุขภาพ ตัวชี้วัด และผลการดำเนินงานของหน่วยบริการ
4. Administrative Assistant — ช่วยงานหนังสือราชการ โครงการ รายงานการประชุม สรุปผลงาน และงานบริหารทั่วไป
5. Knowledge Management — ช่วยจัดระบบคู่มือ ระเบียบ กฎหมาย แนวทางปฏิบัติ และองค์ความรู้ของหน่วยงานให้สามารถค้นหาและนำกลับมาใช้ได้ง่าย
6. Patient Education — ช่วยสร้างเนื้อหาสุขศึกษา FAQ เอกสารให้ความรู้ และแปลงข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น
หัวใจสำคัญของการนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุข ไม่ใช่การให้ AI เข้ามาทดแทนแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข หรือบุคลากรวิชาชีพอื่น แต่คือการใช้ AI เป็น “เครื่องมือช่วยงาน” โดยเฉพาะงานที่ใช้เวลามาก งานซ้ำซ้อน งานค้นคว้าข้อมูล และงานเอกสาร
บุคลากรยังคงต้องเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล ใช้วิจารณญาณ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางวิชาชีพ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย การรักษา และความปลอดภัยของผู้รับบริการ
ขณะเดียวกัน การใช้งาน AI ต้องให้ความสำคัญกับ ความลับและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย ไม่ควรนำชื่อ เลขประจำตัวประชาชน HN เบอร์โทรศัพท์ ประวัติการรักษา หรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ไปป้อนในระบบ AI สาธารณะโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม
ในอนาคตเราอาจเห็น AI ทำงานร่วมกับระบบสาธารณสุขตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลจนถึง รพ.สต. มากขึ้น ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การจัดการองค์ความรู้ การวิเคราะห์ประชากรกลุ่มเสี่ยง การจัดทำเอกสาร ไปจนถึงการช่วยติดตามและวางแผนดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่
ดังนั้นทักษะสำคัญของบุคลากรสาธารณสุขในยุคต่อไปอาจไม่ใช่เพียง “การใช้ AI เป็น” แต่รวมถึงการรู้ว่า งานใดควรใช้ AI งานใดไม่ควรใช้ วิธีตรวจสอบคำตอบของ AI และวิธีใช้งานโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยและสิทธิของผู้รับบริการ
เมื่อใช้อย่างเหมาะสม AI จึงไม่ใช่คู่แข่งของคนทำงานสาธารณสุข แต่สามารถเป็น ผู้ช่วยดิจิทัลที่ช่วยลดภาระ เพิ่มประสิทธิภาพ และคืนเวลาให้บุคลากรได้กลับไปทำสิ่งสำคัญที่สุด คือการดูแลประชาชน